วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จดหมายเหตุ DSI ตอน ตาสีตาสา -มีงง??- ส่งฟ้องพระธัมมชโย ไม่มีผู้เสียหายก็ได้หรา?? (13 มิ.ย. 59) ตอนที่ 13

จดหมายเหตุ DSI วันนี้ มี 3 ประเด็นหลักวัดพระธรรมกายในหน้าสื่อที่นำมาสรุปให้อ่าน

เรื่องแรก กรณีสื่อตีมึน จับประเด็นเห็นถึงอคติในการทำข่าว กรณีพระพยอมที่สื่อบิดเบือนบทสัมภาษณ์ กระทั่งลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเดินทางไปแจ้งบันทึกประจำวัน ก่อนที่จะไปขอขมาพระพยอม หลังจากทราบว่า มีการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งท่านได้ออกมาขอโทษ 

ขณะที่สื่อเองยังพยายามให้ข่าวว่า เป็นการแจ้งความ (แนวหน้า, ไทยโพสต์, มติชน, กรุงเทพธุรกิจ) ถือว่าเป็นการให้ข่าวที่บิดเบือน


ล่าสุดวันนี้ (วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2559) คุณกรรณิการ์ อยู่ศรี รองโฆษกคณะศิษย์ฯ วัดพระธรรมกาย ได้เดินทางไป สภ.คลองหลวง เพื่อยกเลิกบันทึกประจำวัน ซึ่งปกติไม่มีใครเขาทำกัน แต่เพื่อตัดกระแสตีมึนในการนำเสนอข่าว
และวันนี้ยังมีอีกหนึ่งประเด็นคือ ดีเอสไอ ส่งสำนวนให้อัยการฟ้องพระธัมมชโย ร่วมกันฟอกเงิน-รับของโจร


ส่งสำนวนทั้งที่ยังไม่ทราบผลของการเจรจาทั้ง 3 ฝ่าย (ดีเอสไอ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าคณะจังหวัด) 

จากประเด็นนี้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (2) ระบุว่าไม่มีผู้เสียหาย กรณีสหกรณ์ถอนฟ้องแล้วทั้งแพ่งและอาญา หากถูกถอนโดยอัตโนมัติ การตั้งคดีอาญาขึ้นใหม่ โดยใช้หลักฐานจากสำนวนสอบสวนเดิมที่ถอนฟ้องไปแล้ว จะมีค่าเท่ากับตั้งข้อหาโดยไม่มีหลักฐานหรือไม่ 

และหากดีเอสไอส่งสำนวนให้อัยการ แล้วอัยการสั่งฟ้องก็มีค่าเท่ากับฟ้องโดยไม่ต้องมีหลักฐาน และไม่ต้องมีผู้ต้องหาหรือไม่
ย้ำ!!! ฟ้องโดยไม่มีหลักฐาน และไม่ต้องมีผู้ต้องหาหรือไม่

ซึ่งนายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่นเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า 
"......... DSI ดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้น ต้องถือว่าเป็นการอ้างชื่อของสหกรณ์เข้าไปพัวพันกับคดี เพื่อให้มวลชนเข้าใจผิดว่า วัดพระธรรมกาย คุณศุภชัย และสหกรณ์ฯ มีความสัมพันธ์กันในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย.."


เช่นเดียวกับนายประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นกล่าวว่า "กรณีเงินเยียวยาจากวัดพระธรรมกายเกือบพันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินก้อนเดียวที่สหกรณ์ฯมีอยู่.. ซึ่งเงินเยียวยาจากลูกศิษย์วัด มีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ฯ เป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ลูกศิษย์วัดฯ ไม่จำเป็นต้องทำด้วยซ้ำ..."


และจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวที่บ่งว่า ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นกลุ่มเดียวที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น แต่ทาง DSI ยังมีความพยายามส่งฟ้องคดีพระธัมมชโย ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานในการดำเนินคดีหรือไม่ 

คือ เมื่อมีผู้ร้องทุกข์ที่อาศัยเพียงคำกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยมาแจ้งความ พนักงานสอบสวนก็สามารถนำหลักฐานจากคดีที่ถอนฟ้องไปแล้ว มาฟ้องใหม่ได้โดยไม่ต้องทำการสอบสวน ไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา สามารถดำเนินการฟ้องได้โดยไม่ต้องมีผู้ต้องหา และหลักฐานที่เชื่อมโยงกับข้อหาได้ทันทีใช่หรือไม่??

ต่อไป หากพระ วัด บุคคล องค์กรใด ที่ไม่ทราบที่มาของเงินที่รับบริจาค หากพนักงานสอบสวนสงสัยก็สามารถตั้งข้อหารับของโจรและฟอกเงินแก่ผู้รับบริจาค ใช่หรือไม่?? 

และมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลของการประชุม 3 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการดำเนินการตามหมายจับกับพระธัมมชโยนั้น ซึ่งแม้ข้อสรุปของการประชุมจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าไม่มีผลอะไรกับการตัดสินใจ เพราะดีเอสไอได้ส่งสำนวนฟ้องไปแล้ว


สอดคล้องกับที่นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักการสอบสวน ในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เคยให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุย ซึ่งเป็นวิธีดำเนินการทางปกครองสงฆ์ที่สามารถทำคู่ขนานไปกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย 

สรุปง่ายๆ คือ ประชุมเพื่อ?? ก็ในเมื่อมีการตั้งธงไว้แล้ว ด้วยการส่งสำนวนไปให้อัยการ ก่อนที่ผลการประชุมจะออก (ประชุมนัดสุดท้ายจะมีขึ้นในวันที่ 14 มิ.ย.59) อีกทั้งวัดพระธรรมกายก็ไม่ได้มีรายชื่อเข้าร่วมประชุมตั้งแต่แรก

เข้าใจตรงกันนะ!!

นอกจากนี้ยังมีประเด็นข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ คณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี เดินทางไปให้กำลังใจพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี 

อีกด้านหนึ่ง พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม พยายามชิงพื้นที่ข่าว ด้วยการเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธร จังหวัดปทุมธานี แจ้งความเอาผิดเจ้าคณะปทุมฯ ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่กรณีพระธัมมชโย



และในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.59) มีประเด็นที่น่าติดตามคือ การประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะนำมาสรุปให้อ่านอีกครั้ง

11 ความคิดเห็น:

  1. รู้ๆกันอยู่ว่ามันกลั่นแกล้ง เราน่าจะลองทำเลียนแบบมันบ้างโดยแจ้งความกลับพวกที่แจ้งความเท็จ เช่นเดียวกับที่เขาทำ (แจ้งเอาผิดพุทธอิสระ แจ้งความเท็จ ซ้ำๆไง)5555

    ตอบลบ
  2. อีกไม่น่นเกินรอคงได้เห็นวิบากกรรมตามทันคนทำชั่วแน่นอน เพราะดวงจิตเขาคิดแบบนี้มาเป็นสิบๆปี น่ากลัวแทนจังเลย จะทนทุกข์ทรมารขนาดไหน ให้ร้ายคนอื่นอย่างไร ตนเองก็จะได้รับผลแบบเดียวกัน

    ตอบลบ
  3. คงจะไม่สำนึก จนกระทั่งวิบากกรรมที่ตนเองทำร้ายพระผู้บริสุทธิ์ ทำลายคณะสงฆ์ และทำสงฆ์ให้แตกแยก ความละโมบวิ่งชนเข้าหน้าอย่างจัง จึงทำให้คิดได้ แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว!

    ตอบลบ
  4. ใครเป็น "ไอ้โม่ง" ตัวจริง รับบาป ไปเต็ม งานนี้

    ตอบลบ
  5. การส่งสำนวนไปยังอัยการ คือขั้นตอนทางกฎหมาย หลวงพ่อยังบริสุทธิ์อยู่เสมอ
    เพราะหลักกฎหมายมีว่า ผู้ถูกกล่าวหา จะบริสุทธิ์ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
    การตัดสินคดี เป็นหน้าที่ผู้พิพากษา แม้ขนาดอัยการเอง ยังมีหน้าที่ เพียงตรวจสอบหลักฐาน ว่าพอที่จะเอาไปฟ้องต่อได้หรือไม่เท่านั้น
    ดังนั้น จงศึกษาข้อเท็จจริงด้วยใจเป็นธรรม วางอคติ และโปรดอย่าตัดสินหรือชี้นำสังคมว่า หลวงพ่อผิด ให้ตกเป็นจำเลยของสังคมอีกเลย

    ตอบลบ
  6. จะเอาเรื่องพระท่านที่บริสุทธิ์ทั้งที่ไม่เป็นความจริงมันเป็นบาปนะค่ะ

    ตอบลบ
  7. เวรกรรมมีจริง เห็นในชาตินี้

    ตอบลบ
  8. อนุโมทนา กับทีมงานเตรียมข้อมูลด้วยน้าคร้าบ สาธุๆๆ

    ตอบลบ
  9. ระวังกรรมสนองนะ

    ตอบลบ
  10. เยี่ยมค่ะ รอติดตามอัพเดทที่ถูกต้องชัดเจนเป็นเรื่องจริง จากที่นี่เสมอนะคะ ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สาธุ

    ตอบลบ
  11. คนพาลไมมีเหตุผลใดๆจะเอาชนะได้ ว่าเรื่องนี้แล้วโดดโยงไปเรื่องอื่น แบบนึกไม่ออกว่าใช้อะไรคิด อยากรู้จังใครอยู่เบื้องหลัง ทำไปทำไมหนอ นรกรออยู่นะ

    ตอบลบ